Episode 33

BlackRock เกี่ยวอะไรกับป่าแอมะซอน

SOS – EP33 BlackRock เกี่ยวอะไรกับป่าแอมะซอน

BlackRock in Amazon: ‘World’s largest investor in deforestation’

Al Jazeera: 30 August 2019

BlackRock ลงทุนในบริษัทที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการเกิดไฟป่าที่แอมะซอน ที่มีผลมาจากการตัดไม้ทำลายป่าของการทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์

ด้วยมูลค่าของ AuM ที่สูงถึง $6.5 trillion ส่งผลให้ BlackRock เป็นนักลงทุนในการตัดไม้ทำลายพื้นที่ป่ารายใหญ่ที่สุดในโลก จากรายงานของ Friends of the Earth US, Amazon Watch, และ Profundo

จากตัวเลขทางการเงินตั้งแต่ปี 2014-2018 พบว่า BlackRock เป็น 1 ใน 3 ผู้ที่หุ้นรายใหญ่ใน 25 บริษัทมหาชนที่มีความเสี่ยงในการตัดไม้ทำลายป่า (Deforestation risk) โดยบริษัทเหล่านี้ อยู่ในธุรกิจถั่วเหลือง เนื้อวัว นำ้มันปาล์ม ยาง ป่าไม้ และเยื่อกระดาษ การลงทุนของ BlackRock ก่อให้เกิดผลกระทบทางตรงต่อไฟป่าและการทำลายพื้นที่ป่าทั่วโลก

ถึงแม้ว่า BlackRock จะมีการพูดถึงการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นพื้นฐาน (ESG) ในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนของบริษัท แต่ตัวบริษัทเองกลับถือหุ้นใน 61 บริษัทจาก 167 บริษัทที่อยู่ในรายชื่อของบริษัทที่มี deforestation risk มูลค่าสูงถึง $1.5bn

การใช้ที่ดินและแหล่งน้ำอย่างไม่ยั่งยืน รวมไปถึงการใช้สารเคมี เมื่อรวมกับผลกระทบของ climate change สิ่งเหล่านี้ ก่อให้เกิดไฟป่าที่ประเทศบราซิล แถบ Arctic อินโดนีเซีย และแอฟริกากลาง

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา IPCC -Intergovernmental Panel on Climate Change กล่าวว่า deforestation และการใช้พื้นที่เกษตรกรรม เป็นตัวการของ GHG ปริมาณสูงถึง 1 ใน 4 ของ GHG ทั้งหมด

โดย BlackRock สามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ด้วยการเปลี่ยนการลงทุนออกจากกลุ่มบริษัทเหล่านี้ หรือกดดันให้บริษัทเหล่านี้ปรับพฤติกรรมในการทำธุรกิจ

ในรายงาน ยังพูดถึง กองทุน Norwegian Government Pension Fund ที่ blacklist บริษัทมหาชนจำนวนมากที่อยู่ใน portfolio ของ BlackRock เนื่องจากความเสี่ยงที่สืบเนื่องจากสิ่งแวดล้อมและสังคม นอกจากนี้ CalPERS – California Public Employees’ Retirement System ก็ระบุว่า deforestaion ถือเป็น “ความเสี่ยงในการลงทุนที่มีนัยสำคัญ”

การที่องค์กรออกมาพูดถึง Responsible stewardship องค์กรต้องลงมือทำมากกว่าแค่การพูด นั่นคือ การปรับกลยุทธ์การลงทุนให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา Institute for Energy Economics and Financial Analysis – IEEFA รายงานว่า BlackRock ปฏิเสธที่จะใส่ใจ ความเสี่ยงของน้ำมันฟอสซิล ทำให้นักลงทุนขาดทุนถึง $90bn ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เกิดจากการลงทุนใน ExxonMobil, Chevron Corp, Royal Dutch Shell Plc และ BP Plc ที่มีผลประกอบการย่ำแย่ใน 10 ปีที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า BlackRock สามารถแนะนำให้แนวทางแก่บริษัทที่ทำธุรกิจอยู่ในเขตอะแมซอน เริ่มทำการ audit supply chain ของตนเอง และถอนการลงทุนทั้งหมดที่เกี่ยวพันกับไฟป่าในปัจจุบัน และ BlackRock ยังสามารถพัฒนา fossil-fuel and deforestation-free investment fund ร่วมกันกับ index provider ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ท้ายที่สุด รายงานก็ยังวิจารณ์ถึงประธานาธิบดีคนใหม่ของบราซิล ที่พยายามจะทำลายระบบนิเวศที่มีค่าที่สุดของโลกใบนี้ เพื่อผลกำไรระยะสั้น 

กล่าวโดยสรุปนะคะ เรื่องนี้ มันก็คือการเชื่อมต่อจุด คือการเกิดไฟป่า นอกเหนือจาก climate change แล้ว ยังมีที่มาจากการถางพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรหรือปศุสัตว์ ซึ่งก็เนื่องมาจาก การทำเช่นนี้เป็นสิ่งเดียวที่รับประกันรายได้ของชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีนายทุนมารับซื้อ และหากจะให้นายทุนเปลี่ยนนิสัย ก็ต้องมีแรงกดดันจากนักลงทุน ที่จะไม่สนับสนุนการทำธุรกิจแบบที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น Asset Management ยักษ์อย่าง BlackRock จึงถูกเพ่งเล็งและเรียกร้องให้เปลี่ยนพฤติกรรม เพราะเราไม่สามารถไปเปลี่ยนนักลงทุนรายย่อยทีละคนได้นั่นเอง

วันนี้ ทุกท่านที่เป็นนักลงทุน ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากเงินลงทุนของท่าน
ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมรอบด้านแล้วหรือยังคะ?

Categories Allgemein

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this:
search previous next tag category expand menu location phone mail time cart zoom edit close